โรค SLE คืออะไร

โรค SLE คืออะไร..

โรค SLE หรือ Lupus (ชาวบ้านทั่วไปมักรู้จักในนามโรคพุ่มพวง) นับว่าเป็นโรคแปลกประหลาดโรคหนึ่งเนื่องจากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับอวัยวะได้หลายระบบ เช่น ผิวหนัง กระดูกไต ปอด หัวใจ สมอง ประสาทและเลือด เป็นต้น คนที่เป็นโรคนี้แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันเป็นอย่างมาก จึงมักจะสร้างความปวดหัวให้กับแพทย์ในการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคอะไรกันแน่

SLE มีอาการอย่างไรบ้าง...

อาการของ SLE มีความหลากหลายมากเนื่องจากคนที่ป่วยเป็นโรคนี้มีโอกาสเกิดความ ผิดปกติขึ้นได้กับทุกๆ ระบบและทุกๆ อวัยวะของร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อเมือก ขนและผม ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ การทำงานของไต ระบบประสาท ระบบการไหลเวียนของโลหิต หัวใจ ปอดและระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น แล้วแต่จะแสดงอาการผิดปกติออกมาในส่วนใดของ ร่างกายและจะเป็นหนักในระบบใด ไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกระบบและไม่จำเป็นต้องมีอาการ มาก ในบางคนอาจมีเพียงอาการที่ก่อให้เกิดความรำคาญไปเรื่อยๆ แต่บางครั้งถึงแม้เป็นเพียง ช่วงเวลาสั้นๆ ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากความผิดปกติไปเกิดที่ไตหรือสมองหรือมีการ ติดเชื้อรุนแรงแทรกซ้อน

ใครบ้างมีโอกาสเป็น SLE...

SLE เป็นกันได้ทุกเพศทุกวัย แต่มักจะพบในช่วงอายุ 20-45 ปี และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 10 เท่า โดยเฉพาะจะพบมากในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย จะสังเกตอาการด้วยตนเองอย่างไร... อาการที่สามารถสังเกตได้คือ มีผื่นหรือฝ้าแดงขึ้นที่ข้างจมูกทั้งสองข้างซึ่งมีลักษณะเหมือนปีกผีเสื้อ แพ้แสงแดด มีแผลในช่องปากและเพดานปาก ผมร่วง กล้ามเนื้ออ่อนแรงมีความผิดปกติของระบบประสาททั้งในทางความคิดและอาการที่แสดงออกมาทางร่างกาย ให้เห็น เช่น ชัก เกร็ง อ่อนแรง มีไข้ อ่อนเพลีย เป็นต้น มีผื่นดำที่คล้ายแผลเป็นตามใบหู รูหู หนังศีรษะและบริเวณศอก อาจมีอาการบวมๆ ยุบๆ ตามหนังตา ขา เท้าหรือมือ หากมีการตรวจเลือดก็มักจะพบว่าเม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจางหรือตรวจพบผลบวกของ ซิฟิลิสในเลือดทั้งๆ ที่ไม่เคยยุ่งกับใคร มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ อาจมีอาการเจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าลึกๆ หากคุณมีอาการผิดปกติดังกล่าว ถึงแม้ว่าอาจเป็นเพียงอาการใดอาการหนึ่งก็ควรพบแพทย์โดยด่วนเพื่อตรวจให้ถี่ถ้วน เพื่อรักษาแต่เนิ่นๆ

สาเหตุ SLE ในทัศนะการแพทย์ตะวันตก..

อ ถึงแม้ว่าปัจจุบันการแพทย์ตะวันตกมีความก้าวหน้าไปมากก็ตาม แต่ก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของ SLE เพียงแค่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนอง ต่อเชื้อโรคหรือสารเคมีบางอย่างผิดปกติ ทำให้มีการสร้างแอนติบอดีหรือสารภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อต่างๆ ของตัวเอง SLE จึงจัดเป็นโรคภูมิต้านทานตัวเองเช่นเดียวกับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ บางครั้งอาจพบสาเหตุที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ เช่น ยาบางชนิด การถูกแสงแดด การกระทบกระเทือนทางจิตใจ การตั้งครรภ์ เป็นต้น นอกจากนี้ SLE อาจเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์และ ฮอร์โมนเพศหญิงด้วยเนื่องจากพบมากในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็น SLE ผู้หญิงวัยหลังมี ประจำเดือนและก่อนวัยหมดประจำเดือน

สาเหตุ SLE ในทัศนะการแพทย์จีน...

การแพทย์จีนได้จัดโรค SLE ให้อยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากเส้นลมปราณติดขัด และภาวะพิษเย็น-ชื้นที่สะสมในร่างกายมากเกินไป เมื่อความเย็นและความชื้นสะสมในร่างกายมากเกินไปก็จะเกิดความเป็นพิษต่อร่างกาย โรคปวดข้อรูมาตอยด์ก็เกิดจาก สาเหตุนี้เช่นกัน) พลังลมปราณและระบบการไหลเวียนของโลหิตที่สมบูรณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ถ้าเส้นลมปราณ หลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อถูกทำลายจาก พิษเย็น-ชื้นที่สะสมในร่างกาย ก็จะส่งผลให้พลังลมปราณและเลือดไหลเวียนช้าลงเกิดการคั่งของเลือดและพลังลมปราณ เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะนี้เป็นเวลานานจนไม่สามารถปรับตัวรองรับได้อีก การทำงานของร่างกายก็จะรวนไปหมดพร้อมทั้งแสดงอาการผิดปกติตามระบบต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ พิษร้อนจากแสงแดดที่แทรกเข้าไปทำลายสารเหลวต่างๆ ในร่างกายและระบบการไหลเวียนของโลหิตก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่จะทำให้เป็น SLE ได้เช่นกัน

วิธีการดูแลตนเองเมื่อเป็น SLE...

การดูแลตนเองอย่างถูกวิธีสำหรับผู้ป่วย SLE จะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้อาการต่างๆ ทุเลาลง

1. ควรหลีกเลี่ยงการออกกลางแดด ถ้าจำเป็นควรกางร่ม ใส่หมวก ใส่เสื้อแขนยาว
2. ควรพยายามหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เช่น อย่ารับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด อย่าเข้าใกล้คนที่ไม่สบาย อย่าเข้าไปในสถานที่ที่มีคนแออัด เป็นต้น
3. ควรหลีกเลี่ยงมิให้แอร์หรือพัดลมเป่าตรงๆ
4. ควรรับประทานอาหารประเภทที่มีแคลอรีสูงหรืออาหารที่อุดมด้วยวิตามิน ส่วนรส อาหารควรเน้นรสจืดและให้หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มและรสจัด รวมทั้งควรงดสูบบุหรี่ด้วย
5. ควรทำจิตใจให้สบายเนื่องจากการรักษา SLE จะต้องใช้เวลายาวนานและไม่ว่าตัวโรค SLE เองหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาสเตอรอยด์ต่างบั่นทอนสภาพร่างกายของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก รวมทั้งรูปร่างและหน้าตาที่เปลี่ยนไป เป็นหมันหรืออวัยวะบางส่วนอาจใช้งานไม่ได้ จึงมักจะทำให้ผู้ป่วยท้อแท้สิ้นหวังหรือวิตกกังวล แต่สภาพจิตใจที่ผ่อนคลายมีส่วนช่วยให้อาการต่างๆ ของ SLE ทุเลาลง