ผู้เขียน หัวข้อ: โรค SLE คืออะไร  (อ่าน 2205 ครั้ง)

morsengadmin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 3
    • ดูรายละเอียด
โรค SLE คืออะไร
« เมื่อ: ตุลาคม 28, 2013, 10:28:39 PM »
โรค SLE หรือ Lupus (ชาวบ้านทั่วไปมักรู้จักในนามโรคพุ่มพวง) นับว่าเป็นโรคแปลกประหลาดโรคหนึ่งเนื่องจากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับอวัยวะได้หลายระบบ เช่น ผิวหนัง กระดูกไต ปอด หัวใจ สมอง ประสาทและเลือด เป็นต้น คนที่เป็นโรคนี้แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันเป็นอย่างมาก จึงมักจะสร้างความปวดหัวให้กับแพทย์ในการวินิจฉัยโรคว่าเป็นโรคอะไรกันแน่
SLE มีอาการอย่างไรบ้าง...
อาการของ  SLE  มีความหลากหลายมากเนื่องจากคนที่ป่วยเป็นโรคนี้มีโอกาสเกิดความ ผิดปกติขึ้นได้กับทุกๆ  ระบบและทุกๆ อวัยวะของร่างกาย เช่น  ผิวหนัง เยื่อเมือก ขนและผม ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ การทำงานของไต ระบบประสาท ระบบการไหลเวียนของโลหิต หัวใจ ปอดและระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น แล้วแต่จะแสดงอาการผิดปกติออกมาในส่วนใดของ ร่างกายและจะเป็นหนักในระบบใด ไม่จำเป็นต้องมีอาการทุกระบบและไม่จำเป็นต้องมีอาการ มาก ในบางคนอาจมีเพียงอาการที่ก่อให้เกิดความรำคาญไปเรื่อยๆ แต่บางครั้งถึงแม้เป็นเพียง ช่วงเวลาสั้นๆ   ก็จะทำให้เสียชีวิตได้   เนื่องจากความผิดปกติไปเกิดที่ไตหรือสมองหรือมีการ ติดเชื้อรุนแรงแทรกซ้อน
ใครบ้างมีโอกาสเป็น SLE...
       SLE เป็นกันได้ทุกเพศทุกวัย แต่มักจะพบในช่วงอายุ  20-45 ปี  และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 10  เท่า โดยเฉพาะจะพบมากในผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย
        จะสังเกตอาการด้วยตนเองอย่างไร...
       อาการที่สามารถสังเกตได้คือ  มีผื่นหรือฝ้าแดงขึ้นที่ข้างจมูกทั้งสองข้างซึ่งมีลักษณะเหมือนปีกผีเสื้อ  แพ้แสงแดด  มีแผลในช่องปากและเพดานปาก  ผมร่วง กล้ามเนื้ออ่อนแรงมีความผิดปกติของระบบประสาททั้งในทางความคิดและอาการที่แสดงออกมาทางร่างกาย
ให้เห็น เช่น ชัก เกร็ง อ่อนแรง มีไข้ อ่อนเพลีย เป็นต้น มีผื่นดำที่คล้ายแผลเป็นตามใบหู รูหู หนังศีรษะและบริเวณศอก  อาจมีอาการบวมๆ ยุบๆ ตามหนังตา  ขา เท้าหรือมือ หากมีการตรวจเลือดก็มักจะพบว่าเม็ดเลือดขาวต่ำ  เกล็ดเลือดต่ำ  โลหิตจางหรือตรวจพบผลบวกของ        ซิฟิลิสในเลือดทั้งๆ ที่ไม่เคยยุ่งกับใคร มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ อาจมีอาการเจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าลึกๆ  หากคุณมีอาการผิดปกติดังกล่าว ถึงแม้ว่าอาจเป็นเพียงอาการใดอาการหนึ่งก็ควรพบแพทย์โดยด่วนเพื่อตรวจให้ถี่ถ้วน เพื่อรักษาแต่เนิ่นๆ
สาเหตุ SLE ในทัศนะการแพทย์ตะวันตก...
       ถึงแม้ว่าปัจจุบันการแพทย์ตะวันตกมีความก้าวหน้าไปมากก็ตาม  แต่ก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของ SLE เพียงแค่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนอง
ต่อเชื้อโรคหรือสารเคมีบางอย่างผิดปกติ ทำให้มีการสร้างแอนติบอดีหรือสารภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อต่างๆ ของตัวเอง  SLE  จึงจัดเป็นโรคภูมิต้านทานตัวเองเช่นเดียวกับโรคปวดข้อรูมาตอยด์
บางครั้งอาจพบสาเหตุที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ เช่น ยาบางชนิด การถูกแสงแดด การกระทบกระเทือนทางจิตใจ  การตั้งครรภ์  เป็นต้น  นอกจากนี้  SLE  อาจเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์และ ฮอร์โมนเพศหญิงด้วยเนื่องจากพบมากในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็น  SLE  ผู้หญิงวัยหลังมี ประจำเดือนและก่อนวัยหมดประจำเดือน
สาเหตุ SLE ในทัศนะการแพทย์จีน...
       การแพทย์จีนได้จัดโรค SLE  ให้อยู่ในกลุ่มโรคที่เกิดจากเส้นลมปราณติดขัด  และภาวะพิษเย็น-ชื้นที่สะสมในร่างกายมากเกินไป ( : เมื่อความเย็นและความชื้นสะสมในร่างกายมากเกินไปก็จะเกิดความเป็นพิษต่อร่างกาย โรคปวดข้อรูมาตอยด์ก็เกิดจาก
สาเหตุนี้เช่นกัน) พลังลมปราณและระบบการไหลเวียนของโลหิตที่สมบูรณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ถ้าเส้นลมปราณ หลอดเลือดหรือกล้ามเนื้อถูกทำลายจาก
พิษเย็น-ชื้นที่สะสมในร่างกาย ก็จะส่งผลให้พลังลมปราณและเลือดไหลเวียนช้าลงเกิดการคั่งของเลือดและพลังลมปราณ เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะนี้เป็นเวลานานจนไม่สามารถปรับตัวรองรับได้อีก การทำงานของร่างกายก็จะรวนไปหมดพร้อมทั้งแสดงอาการผิดปกติตามระบบต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ พิษร้อนจากแสงแดดที่แทรกเข้าไปทำลายสารเหลวต่างๆ ในร่างกายและระบบการไหลเวียนของโลหิตก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่จะทำให้เป็น SLE  ได้เช่นกัน
           
วิธีการดูแลตนเองเมื่อเป็น SLE...
       การดูแลตนเองอย่างถูกวิธีสำหรับผู้ป่วย SLE จะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้อาการต่างๆ
ทุเลาลง
          ควรหลีกเลี่ยงการออกกลางแดด ถ้าจำเป็นควรกางร่ม ใส่หมวก ใส่เสื้อแขนยาว
          ควรพยายามหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เช่น อย่ารับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด
อย่าเข้าใกล้คนที่ไม่สบาย อย่าเข้าไปในสถานที่ที่มีคนแออัด เป็นต้น
          ควรหลีกเลี่ยงมิให้แอร์หรือพัดลมเป่าตรงๆ
          ควรรับประทานอาหารประเภทที่มีแคลอรีสูงหรืออาหารที่อุดมด้วยวิตามิน   ส่วนรส อาหารควรเน้นรสจืดและให้หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มและรสจัด รวมทั้งควรงดสูบบุหรี่ด้วย
          ควรทำจิตใจให้สบายเนื่องจากการรักษา SLE จะต้องใช้เวลายาวนานและไม่ว่าตัวโรค SLE เองหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาสเตอรอยด์ต่างบั่นทอนสภาพร่างกายของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก รวมทั้งรูปร่างและหน้าตาที่เปลี่ยนไป  เป็นหมันหรืออวัยวะบางส่วนอาจใช้งานไม่ได้ จึงมักจะทำให้ผู้ป่วยท้อแท้สิ้นหวังหรือวิตกกังวล  แต่สภาพจิตใจที่ผ่อนคลายมีส่วนช่วยให้อาการต่างๆ ของ SLE ทุเลาลง